จับตากำไรกลุ่มลีสซิ่งปีนี้ชะลอตัวหลังแข่งขันลดดอกเบี้ย โดยเฉพาะตลาดจำนำทะเบียนรถ เหตุเริ่มมีผู้ให้บริการมากขึ้น ทั้งเฮงลิสซิ่ง และศักดิ์สยามลิสซิ่ง ขณะที่กลุ่มธนาคารเริ่มเข้ามาลงสนามแข่งด้วย อย่าง KTC อีกทั้งประสบปัญหาส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยเพิ่มยากเพราะแข่งขันสูง หยวนต้า มองอนาคตยังไม่สดใส ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาดโดยเฉพาะกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ทั้ง MTC-SAWAD-TIDLOR แต่ ASPS ยังให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” มอง TIDLOR น่าสนใจ แนะนำซื้อ

หยวนต้ามองหุ้นลีสซิ่งกลุ่มจำนำทะเบียนไม่สดใส ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า เปิดเผยว่า ภาพรวมหุ้นในกลุ่มลีสซิ่ง หรือเช่าซื้อ ปี 2565 โดยเฉพาะตลาดจำนำทะเบียนรถจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในปีนี้ เนื่องจากเริ่มเห็นผู้ให้บริการเข้ามาขยายตลาดทั้งรายเก่า-รายใหม่ เช่น รายใหม่อย่าง บมจ.เฮงลิสซิ่ง แอนด์ แคปปิตอล (HENG) หรือแม้แต่ บมจ.ศักดิ์สยามลิสซิ่ง (SAK) ที่มีแผนขยายสาขามากขึ้นในปีนี้

ขณะที่กลุ่มธนาคารที่จะเข้ามาลงสนามจำนำทะเบียนเพิ่ม อย่าง บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC) โดยการปล่อยสินเชื่อมีหลักประกัน “พี่เบิ้ม” ซึ่งในปีนี้กลุ่มธนาคารจะกลับเข้ามาปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น ทั้งจำนำทะเบียนรถ รถเช่าซื้อ รถจักรยานยนต์ ทั้งมือ 1 และ 2 หลังจากเริ่มมีฐานข้อมูลของลูกค้าในกลุ่มนี้ จากเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น ส่วนแบ่งทางการตลาดของหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มลีสซิ่งจึงมีโอกาสถูกดึงออกไป

“กลุ่มลีสซิ่งจะมีปัญหาเรื่องส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ค่อนข้างยาก จากการแข่งขันที่สูงขึ้น และส่วนใหญ่สินค้าที่มีออกมาของกลุ่มดังกล่าวเป็นประเภท High risk high yield แต่แบงก์สามารถปรับ NIM ได้เพิ่มขึ้นในปีนี้ ขณะที่รายได้จากค่าธรรมเนียมถูกปรับตัวลดลงกดดันอีก การปรับขึ้นดอกเบี้ยประเมินว่าเมื่อลดลงจะขึ้นได้ยาก” นายตฤณ กล่าว

นอกจากนี้ ภาพรวมทิศทางดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่การแข่งขันในตลาดยังรุนแรง ศักยภาพของ NIM ในการฟื้นตัวต้องใช้เวลามาก

ดังนั้น ภาพรวมหุ้นกลุ่มนี้ในอนาคตยังไม่สดใส จึงให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด (Underweight) โดยเฉพาะกลุ่มจำนำทะเบียนรถ ทั้ง บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) เป็นต้น โดยในอนาคตมีความเสี่ยงจะถูกปรับลดประมาณการลง

ASPS มองกำไรกลุ่มลีสซิ่งปี 65 ชะลอลง แต่ยังเชียร์ซื้อ TIDLOR

นายเอนกพงศ์ พุทธาภิบาล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มของธุรกิจสินเชื่อในปี 65 นี้คาดว่ายังมีโอกาสเติบโตได้ดี เนื่องจากเศรษฐกิจฟื้นตัวและเปิดเมืองจะสนับสนุนให้ความต้องการใช้สินเเชื่อเพิ่มมากขึ้น แต่การแข่งขันในตลาดปีนี้ยังคงมีอยู่ เพียงแต่จะไม่รุนแรงเท่ากับปี 64 ที่ช่วงต้นปีมีกรณี บมจ.ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) จับมือกับธนาคารออมสิน เพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำระดับประมาณ 15% ซึ่งในขณะนั้นมีประเด็นการแข่งขันปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่มองว่าปีนี้จะเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น

คาดว่า SAWAD ทิศทางกำไรในปี 65 ยังคงเติบโตได้ประมาณ 2% ด้าน บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) คาดกำไรปี 65 เติบโตได้ 4% ซึ่งภาพรวมอัตราการเติบโตของกำไรในปี 65 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วง 5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา (กำไร SAWAD ปี 59-63 เฉลี่ยโต 29% กำไร MTC ปี 60-64 เฉลี่ยโต 30%) จากฐานกำไรของบริษัทใหญ่ขึ้น จากระดับ 2,000 ล้านบาท เป็น 4,000 ล้านบาท

ด้าน บมจ.เงินติดล้อ (TIDLOR) คาดว่ากำไรปี 65 จะเติบโตได้ 28% เนื่องจากบริษัทไม่ได้มีการแข่งขันในเรื่องดอกเบี้ย โดยจะมุ่งเน้นรถยนต์และบรรทุกมากกว่า รวมถึงสินเชื่อในปี 65 คาดว่าจะเติบโตได้ 17% ประกอบกับการระดมทุนในตลาดช่วงกลางปีก่อน ส่งผลให้เงินระดมทุนชำระหนี้บางส่วนทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยและในส่วนรายได้จะเพิ่มมากขึ้น

ประกอบกับการแข่งขันช่วงปี 64 เรื่องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้รายได้ NIM แคบลง เป็นปัจจัยกดดัน และต้นทุนความเสี่ยง (Credit cost) จากการล็อกดาวน์ช่วงไตรมาส 3/64 ทำให้ลูกหนี้ความสามารถชำระหนี้น้อยลง บริษัทฯ ต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้นซึ่งมีแนวโน้มตั้งสำรองเพิ่มต่อในปีนี้

ดังนั้น การกลับไปปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นในช่วงนี้คงยังไม่มี เนื่องจากลูกหนี้ยังไม่ได้ดีขึ้น ยกเว้นว่าจะมีเหตุการณ์ กนง. ขึ้นดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นภาพรวมในปีนี้การทำกำไรของกลุ่มนี้อาจจะไม่มากเท่ากับที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี ยังให้น้ำหนัก “เท่าตลาด” โดยมองหุ้น TIDLOR ยังน่าสนใจมากสุด แนะนำซื้อ เป้าหมาย 46 บาท SAWAD แนะซื้อเป้า 72 บาท และ MTC แนะเปลี่ยนตัวลงทุน

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

By admin