หุ้นโรงแรมคึก ปีนี้ผลงานพลิกฟื้นกำไรหลังทั่วโลกระดมฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 หลายประเทศผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าออก โดยแถบยุโรปผ่อนมาตรการกักตัวและทยอยเปิดน่านฟ้ามากขึ้น หนุนธุรกิจโรงแรมฟื้น หุ้น “โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา-ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” ขยับบวกเพิ่มต่อเนื่อง โบรกฯ แนะนำ “ซื้อ” เชื่อผลงานสดใสรับท่องเที่ยว

หุ้นโรงแรมคึกคักมาตั้งแต่ปลายปี 2564 หลังรัฐปลดล็อกดาวน์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หนุน การจับจ่าย อีกทั้งเพิ่มจำนวนประเทศเข้าไทยแบบไม่ต้องกักตัวเป็น 63 ประเทศ ดันหุ้นหลายกลุ่มสดใส ธุรกิจ “โรงแรม” คึกคักชัดเจน ขณะตัวเลขนักท่องเที่ยวในประเทศช่วงที่ผ่านมาพบอัตราการจองห้องเพิ่มจากช่วงที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 และรุนแรงขึ้นต่อเนื่องยาวมาจนปัจจุบัน และเมื่อคลี่คลายลงบ้าง รัฐออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากมาย และหนึ่งในนั้นคือโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟสแรกจึงเกิดขึ้นตามด้วยเฟสต่างๆ

ขณะที่โควิด-19 ก็ระบาดหนักหลายระลอกกลายเป็นความคุ้นชิน และลดความกังวลลงบ้าง เพราะมีวัคซีนป้องกันออกมาอย่างทั่วถึงทั่วโลก

อย่างไรก็ดี ปีนี้ความขัดแย้งในยูเครนกลายเป็นประเด็นร้อนด้านการเมือง ส่งผลต่อการลงทุน การท่องเที่ยว และอื่นๆ หลายธุรกิจที่มองว่ากำลังจะฟื้นกลับต้องได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งดังกล่าว ธุรกิจโรงแรมคือหนึ่งที่เพิ่งจะฟื้นตัวจากการมีวัคซีนและแทบทุกประเทศเปิดน่านฟ้าให้เที่ยวบินไปมาได้ตามปกติภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการระบาด เมื่อมีการเปิดน่านฟ้าการเดินทางย่อมเกิดขึ้น ความต้องการห้องพักหรือใช้บริการโรงแรมย่อมมีมากขึ้น ซึ่งพบว่าโรงแรมหลายแห่งเริ่มฟื้นเพราะมีรายได้บริการเข้ามา แต่โรงแรมบางแห่งอาจยังต้องอาศัยเวลา และโรงแรมที่อิงอาศัยนักท่องเที่ยวจากโซนยุโรปอาจต้องทำใจบ้าง ทว่า ยังมีโรงแรมบางแห่งที่แนวโน้มสดใส และโรงแรมหลายแห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็เช่นกัน หลังจากซบเซาและแบกขาดทุนระยะหนึ่ง ผลประกอบการเริ่มฟื้น

MINT-CENTEL คึก ราคาบวกต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นโรงแรมใหญ่อย่างบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรีอ MINT และบริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กอดคอกันเทรดในแดนบวก เพราะราคาขยับขึ้นทุกวัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา MINT ปิดที่ราคา 31 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.81% มูลค่าซื้อขาย 401.84 ล้านบาท และ CENTEL ปิดที่ 37.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.36% มูลค่าซื้อขาย 153.44 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมหลายตัวเทรดในแดนบวกเพราะได้รับผลบวกจากการท่องเที่ยวและการเปิดน่านฟ้าให้การเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศดำเนินไปได้ อันหมายถึงการจับจ่ายใช้สอยจะมีมากขึ้น เม็ดเงินไหลเวียนในระบบมีมากขึ้น จากที่เคยซบเซากลับมาสดใสได้อีกครั้ง

บล.เคจีไอให้น้ำหนักกลุ่มโรงแรมที่ Overweight

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) หรือ บล.เคจีไอ ได้ศึกษาข้อมูลในอดีตจากการที่รัสเซียผนวกไครเมียเข้ามาเมื่อปี 2557 เพื่อประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งผลการศึกษาชี้ว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจรัสเซีย และการอ่อนค่าของเงินรูเบิลมีบทบาทสำคัญกับการท่องเที่ยวของชาวรัสเซีย ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป) และสกุลเงิน EUR ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากกรณีดังกล่าว ดังนั้น คาดว่าประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2565F ของ บล.เคจีไอจะมี downside 5-7% ถึงแม้จะเริ่มมีสัญญาณการประนีประนอมระหว่างรัสเซียและยูเครนบ้างแล้ว แต่การคว่ำบาตรรัสเซียโดยประเทศต่างๆ ที่ดำเนินในปัจจุบัน ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้หากใช้สมมติฐานว่าไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ หากใช้สมมติฐานว่าไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2565F บล.เคจีไอคาดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565F ของ บล.เคจีไอ (8 ล้านคน) จะมี downside 5-7% นอกจากนี้ ยังพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติกับความผันผวนของราคาน้ำมันไม่มีสหสัมพันธ์ต่อกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งชี้ว่าปัจจัยราคาน้ำมันอาจไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะกำหนดแนวโน้มการท่องเที่ยวได้

สำหรับแนวโน้มในปี 2566F บล.เคจีไอคาดว่าผลกระทบต่อประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติของ บล.เคจีไอ (25 ล้านคนในปี 2566F) จะจำกัดเพราะเชื่อว่าผลจากการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของนักท่องเที่ยวชาติอื่นจะมีน้ำหนักกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียที่อาจจะสะดุดไปในช่วงปี 2566F

บล.เคจีไอคาดว่า S Hotels & Resort (SHR.BK/SHR TB) จะได้รับผลกระทบด้านลบในระยะสั้น ถึงกลางมากที่สุดในกลุ่ม เนื่องจากคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยว รัสเซียจะคิดเป็นสัดส่วน 12% ของรายได้รวมจากธุรกิจโรงแรม ในขณะที่ Minor International (MINT.BK/MINT TB) และ The Erawan Group (ERW.BK/ERW TB) น่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพราะคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวรัสเซียจะคิดป็นสัดส่วนเพียง 2% และ 3% ของรายได้รวมจากธุรกิจโรงแรม ในขณะเดียวกันรายได้กว่าครึ่งของ Central Plaza Hotel (CENTEL.BK/CENTEL TB) มาจากธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งน่าจะช่วยจำกัดความเสี่ยงด้าน downside โดยรวมของบริษัท ดังนั้น ยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงแรมที่ Overweight เพราะในช่วงที่สภาวะการท่องเที่ยวอ่อนแอลงจากการคว่ำบาตรของนานาประเทศ จึงยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงแรมไทยที่ Overweight เนื่องจากคาดว่าจะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย และผลกระทบกับมูลค่าหุ้น ระยะยาวในปี 2566F น่าจะจำกัด ดังนั้น บล.เคจีไอเลือก MINT แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 39.00 บาท และ CENTEL แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 43.50 บาท เป็นหุ้นในกลุ่มโรงแรม

แนะซื้อ CENTEL ราคา 40.50 บาท

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย ) แนะนำ “ซื้อ” หุ้น CENTEL ราคาเป้าหมาย 40.50 บาท/หุ้น ไตรมาส 4 ปี 2564 ขาดทุนปกติที่ 369 ล้านบาท ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนและปีก่อน โรงแรมที่มีการฟื้นตัวเด่นยังเป็นกลุ่ม Maldives ส่วนธุรกิจอาหารเราคาดฟื้นตัวดีขึ้น หนุนจากการผ่อนคลายข้อจำกัดการกินอาหารในร้าน โดยคาดไตรมาสแรกปี 65 ผลกระทบจากการระบาดของ Omicron จำกัด หนุนจากธุรกิจโรงแรมในไทยประคอง Occ. Rate ได้เทียบไตรมาสก่อน รายได้จากโรงแรมที่ Maldives และ Dubai ช่วยหนุน และธุรกิจอาหารฟื้นตัวต่อเนื่องจาก Sentiment การบริโภคที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี ปรับลดกำไรปกติปี 2565-66 ลง 57% และ 29% เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงครึ่งหลังปี 2565 จากผลกระทบของ Omicron จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้จะปรับลดราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ลงเป็น 40.50 บาทต่อหุ้น (อิง EV/EBITDA ที่ 14x เทียบเท่า +1.0SD) แต่การฟื้นตัวของ CENTEL จะทำได้ดีและราคาหุ้นยังไม่ได้ Price In ผลบวกทั้งหมดในมุมมองของ บล.หยวนต้า

สำหรับ MINT บล.หยวนต้าแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 40.75 บาท/หุ้น แม้ปรับลดกำไรปกติปี 2565-66 ลง 57% และ 29% เพื่อสะท้อนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่ถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงครึ่งหลังปี 2565 จากผลกระทบของ Omicron จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” แม้จะปรับลดราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ลงเป็น 40.50 บาทต่อหุ้น (อิง EV/EBITDA ที่ 14x เทียบเท่า +1.0SD) แต่การฟื้นตัวของ CENTEL จะทำได้ดีและราคาหุ้นยังไม่ได้ Price In ผลบวกทั้งหมดในมุมมองของ บล.ยวนต้าจึงคงประมาณการปี 2565 ที่กำไรปกติ 1.4 พันล้านบาท แม้ช่วงไตรมาสแรกปี 2565 ผลประกอบการจะถูกกดดันจากการระบาดหนักของ Omicron แต่คาดผลกระทบจะเกิดขึ้นในระยะสั้นและคาดจะเห็นการฟื้นตัวแรงตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งคงคำแนะนำ “ซื้อ” ด้วยราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2565 ที่ 40.75 บาทต่อหุ้น อิง EV/EBITDA ที่ 12x เทียบเท่ากับ +1.0SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ยังให้ MINT เป็นตัวเลือกเด่นกลุ่ม Tourism

แนะซื้อ MINT ปรับราคาเป็น 37-39 บาท

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ บล.เมย์แบงก์ ปรับคำแนะนำลงทุนหุ้นบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT จาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” โดยปรับเพิ่มเป้าหมายราคาเป็น 37 บาท หรือเพิ่มขึ้น 12% จากเป้าหมายเดิมที่กำหนดไว้ 33 บาท สอดคล้องกับผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4/2564 ด้วยกำไรหลัก 1,600 ล้านบาท ตามการฟื้นตัวของธุรกิจในยุโรป

ขณะที่ปี 2565 ผู้บริหาร MINT คาดว่าจะพลิกมีกำไร ซึ่ง บล.เมย์แบงก์คาดการณ์ปี 2565 MINT จะมีกำไร 1,600 ล้านบาท เทียบกับสมมติฐานก่อนหน้านี้คาดจะมีขาดทุน 1,200 ล้านบาท ซึ่งได้แรงหนุนจากการเติบโตที่ดีในธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร เพื่อให้สอดคล้องกับผู้บริหาร จึงคาดว่าปี 2565 รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) จะเติบโต 64% และคาดยอดขายสาขาเดิม (SSSG) จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง 10% เมื่อเทียบกับปี 2564 (เทียบกับสมมติฐานก่อนหน้านี้ 2%) แม้ว่าการฟื้นตัวในยุโรปอาจแข็งแกร่งหลังโควิด-19 แต่มีความเสี่ยงสูงจากความขัดแย้งในยูเครน ที่อาจกดดันการฟื้นตัวของโรงแรมของ MINT เนื่องจากประมาณ 60% ของรายได้ปกติของโรงแรมอยู่ในยุโรป

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมในยุโรปฟื้นตัวโดดเด่นแม้จะมีความเสี่ยง โดยในปี 2565 คาดว่าอัตราการเข้าพักจะเพิ่มขึ้นเป็น 54% จาก 36% ในปี 2564 และจากความต้องการที่ตึงตัวมากขึ้น หลังโควิด-19 คาดว่าราคาห้องพักเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้ RevPar ปรับตัวเพิ่มขึ้น 66% เมื่อเทียบกับปี 2564 ประเมินว่า RevPar จะเพิ่มขึ้นอีก 36% ในปี 2566 และ 9% ในปี 2567 เนื่องจากธุรกิจโรงแรมเข้าสู่ภาวะปกติหลังโควิด-19 คลี่คลาย

ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมเป็นบวกหลังไม่มีล็อกดาวน์แล้ว โดยปี 2565 คาดว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมจะอยู่ที่ 10% ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากติดลบ 5.4% และปี 2564 โดยมีแรงหนุนจากการฟื้นตัวทั้งในประเทศไทย จีน และออสเตรเลีย ทำให้ยอดขายในธุรกิจร้านอาหารสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ถึง 3% หรือ 23,400 ล้านบาท จากธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารที่ฟื้นตัว ดังนั้น เชื่อว่าในปี 2565 ทาง MINT จะทำกำไรได้ 1,600 ล้านบาท เทียบกับปี 2564 ที่มีขาดทุน 9,600 ล้านบาท ทั้งนี้หลังพลิกมีกำไรจะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงเป็น 1.27 เท่า ณ สิ้นปี 2565 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่ 1.75 เท่า

ขณะที่ความเสี่ยงที่สำคัญ คือ โควิด-19 และต้นทุนอาหารที่สูงขึ้น ที่สำคัญความขัดแย้งในยูเครนที่อาจกระทบการฟื้นตัวของโรงแรมในยุโรป และต้นทุนวัตถุดิบอาหารที่สูงขึ้นอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรของธุรกิจร้านอาหาร คาดทุก 1% ของต้นทุนวัตถุดิบอาหารที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้กำไรลดลง 1.8%

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ MINT กล่าวว่า มั่นใจในปีนี้ผลประกอบการของบริษัทจะพลิกกลับมามีกำไร จากปี 2564 ที่มีตัวเลขขาดทุนสุทธิ 13,167 ล้านบาท โดยจะเห็นการมีกำไรจากทั้ง 3 หน่วยธุรกิจของบริษัท คือ โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจจัดจำหน่ายและรับจ้างผลิตสินค้า

บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MINT ให้ราคาเป้าหมาย 39.90 บาท/หุ้น เพราะคาดปี 2565 พลิกเป็นกำไรได้ในปี 2565 ที่ 1.89 พันล้านบาท ขณะที่ระดับ D/E ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.35X ต่ำกว่า Covenant ที่ 1.75X จึงคาดไตรมาสแรกปี 2565 MINT มีผลประกอบการลดลงเทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากช่วง Low Season ของกลุ่ม NH Hotel แต่กลุ่มร้านอาหารยังคงมีผลประกอบการฟื้่นตัวกลับสู่ Pre-COVID อย่างต่อเนื่องและคาดฟื้นตัวได้เมื่อเทียบปีก่อน

ขณะที่ผลกระทบจากความไม่สงบทางการเมืองของรัสเซีย-ยูเครนมีจำกัด เนื่องจากไม่มีโรงแรมและร้านอาหารใน 2 ประเทศนี้แต่โรงแรมที่ Maldives อาจได้รับผลกระทบเล็กน้อยเนื่องจากมีฐานลูกค้าเป็นชาวรัสเซียที่ 13% แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย 39.90 บาท โดยวิธี SOTP

ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนที่จะทำให้ผลประกอบการกลุ่มโรงแรมปีนี้พลิกกลับมามีกำไร คือ การที่ทั่วโลกต่างระดมฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการการเดินทางเข้าออก โดยประเทศในทวีปยุโรปได้ผ่อนคลายมาตรการกักตัวและทยอยเปิดน่านฟ้ามากขึ้น รวมทั้งเริ่มปรับตัวให้อยู่กับไวรัสโควิด-19 ในลักษณะแบบโรคประจำถิ่น จึงประเมินว่าการแพร่ระบาดจะจบลงในไม่ช้านี้ สะท้อนสถานการณ์โควิด-19 ที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการไม่รุนแรง หนุนการฟื้นตัวธุรกิจโรงแรม

อ้างอิง
https://m.mgronline.com/stockmarket

By admin